Yahoo Answers จะปิดใช้งานในวันที่ 4 พฤษภาคม 2021 (เวลาตะวันออก) และตอนนี้เว็บไซต์ Yahoo Answers จะอยู่ในโหมดอ่านอย่างเดียว คุณสมบัติหรือบริการอื่นๆ ของ Yahoo หรือบัญชี Yahoo ของคุณจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ คุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปิดใช้งาน Yahoo Answers และวิธีการดาวน์โหลดข้อมูลของคุณในหน้าความช่วยเหลือนี้

? ถามใน สุขภาพสุขภาพหญิง · 1 ทศวรรษ ที่ผ่านมา

ขอคำปรึกษาด้วยครับ คือ ลูกสาวเป็นโรคหัวใจ ( ผนังหัวใจรั่ว ) โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้มั๊ยครับ ขอบคุณครับ?

3 คำตอบ

คะแนนความนิยม
  • ไม่ประสงค์ออกนาม
    1 ทศวรรษ ที่ผ่านมา
    คำตอบที่โปรดปราน

    คุณควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด เพราะการตอบคำถามโดยไม่ได้ตรวจวินิจฉัย จะได้รับคำตอบที่ไม่สมบูรณ์

    ปัจจุบันนี้การแพทยทันสมัยมากๆๆๆๆๆเรื่องผนังหัวใจรั่วแทบจะเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจแต่ปัญหาใหญ่อาจขึ้นอยู่กับค่ารักษา...ซึ่งค่อนข้างสูง

    ไม่ต้องวิตกมากนะคะเพราะหากปฎิบัติตามการรักษาของแพทย์ก็มีชีวิตอยู่อย่างคนปกติได้และมีอายูยืนยาวเช่นกัน

    แหล่งข้อมูล: คนตอบเคยเป็นพยาบาล และดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจมามากพอสมควร
  • 1 ทศวรรษ ที่ผ่านมา

    แพคเกทผ่าตัดปิดผนังหัวใจรั่ว ราคา 450000 บาท นอนโรงพยาบาลรวม 6 วัน หัวหน้าทีมผ่าตัดคือ นพ.กิติพันธ์ วิสุทธารมณ์ และมีแพทย์ผ่าตัดในทีมอีก 5-6 ท่าน ...

    (โปรดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ Heart Hotline : 081-375-2222)

  • ไม่ประสงค์ออกนาม
    1 ทศวรรษ ที่ผ่านมา

    โรคผนังหัวใจรั่ว

    โรคผนังหัวใจรั่วมักจะเกิดขึ้นได้ในกลุ่มของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

    1.ผนังหัวใจห้องบนมีรูรั่ว เรียกว่า Atrial Septal Defect หรือ ASD ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายบน (ซึ่งเป็นเลือดแดง ผ่านการฟอกที่ปอดแล้ว) ไหลผ่านรูรั่วมายังหัวใจห้องขวาบน (ซึ่งเป็นเลือดดำ) ผ่านลงมายังหัวใจห้องขวาล่าง และออกไปยังปอด เลือดส่วนเกินนี้หลังจากถูกฟอกที่ปอดแล้วก็จะไหลกลับมายังหัวใจห้องซ้ายบนอีกครั้ง ทำให้หัวใจรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ ความผิดปกติชนิด ASD นี้ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอาการใดๆ อาจตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ พบว่าเสียงหัวใจผิดปกติ หรือเอกซเรย์ปอด พบว่าขนาดหัวใจและหลอดเลือดที่ปอดผิดปกติ หากจะมีอาการก็มักจะเริ่มที่อายุประมาณ 30 ปี อาการ คือ เหนื่อยหอบง่ายเวลาทำงาน

    อย่างไรก็ตาม ขึ้นกับขนาดรูของ ASD ด้วย หากรูเล็กแล้วไม่ควรจะมีอาการและไม่น่าจะเกิดปัญหาในระยะยาว ในผู้ป่วย ASD ที่รูโต มีเลือดไปที่ปอดมากเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ปอดจะหนาตัวขึ้น และตีบมากขึ้น เป็นผลให้ความดันในปอดสูงมากขึ้น จนในที่สุดสามารถดันเลือดดำให้ผ่านรู ASD ไปปนกับเลือดแดง และเกิดหัวใจล้มเหลวตามมาได้ การเปลี่ยนแปลงทางปอดนี้หากเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ การผ่าตัดปิดรู ASD ที่ใหญ่ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ปอดได้

    2.ผนังหัวใจห้องล่างมีรูรั่ว เรียกว่า Ventricular Septal Defect หรือ VSD ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายล่าง (ซึ่งเป็นเลือดแดงผ่านการฟอกที่ปอดแล้ว) ไหลผ่านรูรั่วมายังหัวใจห้องขวาล่าง (ซึ่งเป็นเลือดดำ) แล้วออกไปยังปอด เลือดส่วนเกินนี้หลังจากถูกฟอกที่ปอดแล้วก็จะไหลกลับมายังหัวใจห้องซ้ายบนและลงมาที่ซ้ายล่างอีกครั้ง ทำให้หัวใจรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ ความผิดปกติเช่นนี้แตกต่างจาก ASD เพราะมักจะมีอาการตั้งแต่เด็กเจริญเติบโตช้า มีอาการของหัวใจล้มเหลว บางรายต้องได้รับการผ่าตัดตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ผู้ป่วยบางส่วนรูสามารถเล็กลงหรือปิดเองเมื่อโตขึ้น แต่หากโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว รู VSD มีขนาดโตและยังไม่ปิด จะก่อให้เกิดปัญหามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ปอดเสียได้บ่อย จึงสมควรได้รับการผ่าตัดปิดรูรั่ว

    3.มีท่อà��•่อระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) กับหลอดเลือดดำที่ไปเลี้ยงปอด (Pulmonary artery) ท่อนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Patent Ductus Arteriosus หรือ PDA ก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกันกับ VSD และพบบ่อยมากในเด็กที่ คลอดก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือแก้ไขปิดท่อดังกล่าว

    อาการ ขอเน้นว่าส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ (เนื่องจากในบางวัยอาจตรวจได้ไม่ชัดเจน) หากมีอาการก็จะเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว คือ เหนื่อยหอบง่ายเวลาทำงาน

    การรักษา แต่ละชนิดมีการรักษาที่แตกต่างกันไป หากเป็นมากส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติ ในบางโรค เช่น ASD PDA อาจมีวิธีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์บางอย่างไปปิดรูรั่ว โดยผ่านเทคนิคการสวนหัวใจ ซึ่งได้ผลดีในเด็ก แต่ก็ไม่ได้ทำได้ทุกราย หากปล่อยให้อาการเป็นมากขึ้นแล้ว ความดันปอดสูงมากแล้ว ไม่มีการรักษาใดๆ ที่จะให้กลับมาเป็นปกติได้ ในกรณีเช่นนั้น การรักษาที่ดีที่สุด (ในโลกปัจจุบัน) คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจและปอดไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำได้แต่ยาก และไม่ค่อยมีผู้ยอมบริจาคนัก แม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต...

    หากสงสัย ไม่แน่ใจ กรุณาตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์ (ผู้ป่วยเด็ก) หรือ อายุรแพทย์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ หากมีความจำเป็นอาจจะได้รับการตรวจดูหัวใจละเอียดด้วยอัลตราซาวน์หรือที่เรียกว่า Echocardiagram ซึ่งสามารถบอกรายละเอียดของความผิดปกติได้ดี

    แหล่งข้อมูล: นสพ.บ้านเมือง โดย น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ยังคงมีคำถามอยู่ใช่หรือไม่ หาคำตอบของคุณได้ด้วยการเริ่มถามเลยในตอนนี้